เปิดเวบเมื่อ 09/11/2552
ปรับปรุงเวบเมื่อ 31/10/2557
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 2487










เว็บบอร์ด
   
   
Total: 3:               
 
    
วิกฤติเศรษฐกิจกรีซ ! [No. 0]
รายงานผลการศึกษาวิจัยเรื่อง
“วิกฤติเศรษฐกิจกรีซ”
โดยกลุ่มงานวิจัยข้อมูลเศรษฐกิจการค้า
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ (ศวศ.)
กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์
2 มีนาคม 2553
ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “วิกฤติเศรษฐกิจกรีซ”
==========================================

1. ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจกรีซ
จากการศึกษาวิเคราะห์วิกฤติเศรษฐกิจกรีซ พบว่าเป็นปัญหาที่มาจาก

1.1 การขาดดุลภาครัฐของรัฐบาลกรีซ
โดยในปี 2552 การขาดดุลการคลังของกรีซอยู่ที่ 12.7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึงประมาณ 4 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 3% ของ GDP)

1.2 การขาดดุลภาครัฐตามข้อ 1.1
จะส่งผลให้หนี้ภาครัฐของกรีซเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2552 หนี้ภาครัฐ ของกรีซสูงถึง 112.6% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึงประมาณ 2 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 60% ของ GDP) ซึ่งตัวเลขทั้งสองนี้นับว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม Eurozone (กลุ่มที่ใช้เงินยูโร 16 ประเทศ จากสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ)

1.3 กรีซก็ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกที่ต้องแก้ไข
ก็คือ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ประมาณ 14% ของ GDP สะท้อนถึงความเปราะบางที่มีอยู่แล้วในตัวของเศรษฐกิจของกรีซซึ่งส่งออกไม่ได้ และรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว

1.4 หลังจากที่กรีซใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศ
เมื่อ พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ตลาดการเงินโลก กรีซสามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายขึ้น เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในเงินยูโร โดยตั้งแต่กรีซได้เป็นสมาชิกยูโรโซน รัฐบาลกรีซก็ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการสูงๆ มีโครงการต่างๆ มากมาย เพราะหาเงินได้ง่ายๆ ด้วยการก่อหนี้ ค่าใช้จ่ายภาครัฐจึงสูงมาก ในขณะที่ รายได้จากการเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะคนกรีซ โดยเฉพาะชนชั้นกลางมักจะเลี่ยงภาษี

1.5 ค่าเงินยูโรแข็งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง
แต่กรีซไม่สามารถทำอะไรกับค่าเงินได้ เพราะเป็นเงินสกุลร่วมที่ใช้ร่วมกัน 16 ชาติ อีกทั้งยังทำให้การดำเนินนโยบายการเงินการคลังของกรีซไม่คล่องตัวเท่าที่ควร จริงๆ แล้ว เมื่อเศรษฐกิจทรุดตัวลง ค่าเงินควรจะอ่อน แต่เมื่อผูกกับยูโรซึ่งแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ประมาณ 15% ในปี 2552 ทำให้ดูเหมือนว่าค่าเงินของประเทศกรีซแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น ประกอบกับฐานะการคลังของประเทศซึ่งยํ่าแย่ตั้งแต่ใช้เงินถึง 9,000 – 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในปี 2547 และมีการขาดดุลงบประมาณ 3.2% ของจีดีพีมาตั้งแต่ปีนั้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจกรีซทรุดตัวมากขึ้น

1.6 วิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น
รัฐมีภาระจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นและเมื่อค่าเงินแข็ง สินค้านำเข้าก็ดูเหมือนราคาถูก อุตสาหกรรมในประเทศก็แข่งขันยาก ประกอบกับกรีซพึ่งพารายได้จากการบริการเดินเรือและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยมีแรงงานถึง 60% อยู่ในภาคบริการ เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดตัว การค้าโลกลดลงเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมเดินเรือจึงถูกกระทบ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วง 5 - 6 ปีที่ผ่านมาก็ถูกกระทบด้วยความหวาดกลัวเรื่องการก่อการร้าย โรคซาร์ส หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ 2009 (หวัดหมู)

1.7 สถานการณ์ในระยะสั้นที่น่ากังวลมากในขณะนี้ คือ นักลงทุนที่เป็นเจ้าหนี้
โดยการซื้อพันธบัตร ที่ออก หรือว่าคํ้าประกันโดยทางการของชาติเหล่านี้ หวั่นเกรงมาได้พักหนึ่งแล้วว่า เมื่อถึงกำหนดไถ่ถอนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศลูกหนี้ (กรีซและอีกหลายประเทศในยุโรป) อาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ เพราะอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ และที่ส่อเค้าว่าจะมีปัญหาจริงๆ คือในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เนื่องจากกรีซมีหนี้ระยะสั้นครบกำหนดชำระประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 หมื่นล้านยูโร จนทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลัก หรือยูโรโซนซึ่งมีอยู่ 16 ชาติ ต้องหาทางช่วยเหลือโดยเร่งด่วน

1.8 ในช่วงเดือนธันวาคม 2552 สถาบันจัดอันกับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง คือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ เอสแอนด์พี และมูดี้ส์ ได้ประกาศลดเครดิต
หรืออันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลง โดยที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ และเอสแอนด์พี ปรับลดจาก A- ลงเหลือ BBB+ และมูดี้ส์ปรับลดจาก A1 เป็น A2 และล่าสุดเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เอสแอนด์พี ขู่ว่าอาจปรับลดอันดับเครดิตลงอีก 1 – 2 ขั้นภายในเดือนมีนาคม ในขณะที่มูดี้ส์ ขู่ว่าอาจปรับลดอันดับเครดิตลงอีก 1 – 2 ขั้นภายใน 2 – 3 เดือนข้างหน้า หากกรีซไม่สามารถแก้ปัญหาด้านงบประมาณคลัง และปัญหาหนี้ดังกล่าว ในขณะเดียวกัน หากกรีซสามารถดำเนินการตามแผนการลดยอดขาดดุลงบประมาณได้สำเสร็จ มูดี้ส์ก็อาจพิจารณาปรับเพิ่มอันดับเครดิตของกรีซซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ A2

1.9 การถูกจัดอันดับลดลงนั้นมีความหมายอย่างไรต่อกรีซ
คำอธิบาย คือ BBB+ เป็นเครื่องชี้ว่าสถานการณ์ของกรีซจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะตามกฎของอียู ประเทศสมาชิกที่อันดับเครดิตตํ่ากว่า A จะไม่สามารถออกพันธบัตรรัฐบาลเป็นการคํ้าประกันเงินกู้ได้อีกต่อไป ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ก็จะหมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ของกรีซ จะไม่สามารถใช้พันธบัตรของรัฐบาลที่ถืออยู่มาเป็นเครดิตในการคํ้าประกันเงินกู้จากตลาดทุนในยุโรปหรือที่อื่นได้ ทำให้มีค่าไม่ต่างอะไรไปจากเศษกระดาษ


2. สถานการณ์ล่าสุด
2.1 การดำเนินการแก้ไข
ของกรีซนับตั้งแต่ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมายังไม่ค่อยมีความคืบหน้าและไม่จริงจัง และสถานการณ์ด้านการคลังของกรีซยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

2.2 กรีซถูกแรงกดดันจากภายในประเทศที่ประชาชนออกมาประท้วง
เนื่องจากไม่พอใจที่กรีซจะลดการขาดดุลงบประมาณลงโดยการลดค่าใช้จ่ายในภาครัฐ เช่น การไม่ขึ้นหรือลดเงินเดือนข้าราชการ การลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ การยืดอายุเกษียณราชการออกไป 1 - 2 ปี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบำเหน็จบำนาญ อีกทางหนึ่งคือ การหารายได้เพิ่ม เช่น การขึ้นราคานํ้ามัน การขึ้นภาษี ทั้งสองทางซึ่งจะทำให้การขาดดุลงบประมาณลดลง ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสิ้น

2.3 แม้ล่าสุดจะดูเหมือนว่าจะมีการประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือกรีซ
ไม่ว่าจะเป็นการประชุมผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) 27 ประเทศ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2553) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และการประชุมรัฐมนตรีคลังสหภาพยุโรป (อียู) นัดพิเศษวันที่ 15 - 16 กุมภาพันธ์ 2553 รวมถึงการกดดันจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ต้องการให้รัฐมนตรีคลังยุโรปร่วมกันกดดันให้กรีซยอมตกลงที่จะลดงบประมาณขาดดุลให้ได้มากกว่าเดิม แต่แผนการช่วยเหลือดังกล่าวเหล่านั้นยังไม่ได้ระบุถึงรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของตัวเงิน มีเพียงแต่การตั้งเงื่อนไขให้กรีซต้องไปหั่นงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วนำกลับมาเสนอใหม่ในอีก 30 วันข้างหน้า ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดความไม่มั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้คืนของกรีซ


3. วิเคราะห์ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจกรีซ
3.1 ผลกระทบต่อประเทศกรีซเอง
จะมี 2 ส่วน คือ ระยะสั้นกับระยะยาว
ผลกระทบระยะสั้น - การปรับลด Rating ในช่วงต้นๆ จะส่งผลกระทบต่อ ราคาของพันธบัตรและดอกเบี้ยที่ประเทศเหล่านี้ต้องจ่าย จะเห็นว่าในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พันธบัตร 2 ปีของกรีซต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2% หมายความว่า ต้นทุนในการกู้ยืมของกรีซ จะเพิ่มขึ้น ในช่วงต่อไป

ประเด็นที่ต้องจับตามองก็คือ การปรับลดลงระหว่างที่เป็น investment grade และ non investment grade เพราะว่าถ้าปรับลดลงอีกเป็น non investment grade ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อกรีซมากเพราะนักลงทุนสถาบันมีกฎเกณฑ์ว่า ไม่สามารถลงทุนในพันธบัตรที่เป็น non investment grade ตรงนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อเงินที่กรีซเคยกู้ยืมมา และที่จะกู้ยืมใหม่

และผลกระทบต่อคุณค่าของพันธบัตรรัฐบาลกรีซจากที่สถาบันการเงินจะไม่สามารถใช่เป็นหลักทรัพย์ในการคํ้าประกันเพื่อกู้ยืมจากธนาคารกลางของยุโรป หรือ ECB แม้กระทั่งบริษัทเอกชนของกรีซ ก็จะถูกกระทบเพราะว่า Rating ของบริษัทเหล่านั้น จะสูงเกินกว่า Rating ของประเทศไม่ได้ ก็หมายความว่าบริษัทในกรีซจะกลายเป็น non investment grade ไปด้วย

ทั้งหมดนี้จะกระทบกับ เงินทุนที่จะไหลเข้าออก ทำให้เงินไม่ไหลเข้า ในขณะที่ประเทศต้องการเงินมาชดเชยปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และจะกระทบกับการลงทุนในประเทศด้วย ผลกระทบระยะยาว - ปัญหาคือ ability to pay ว่าจะสามารถจ่ายคืนได้หรือไม่

- กรีซจะต้องหลุดออกจากสถานะประเทศสมาชิกยูโรโซนหรือไม่
สำหรับปัญหา ability to pay ว่าจะสามารถจ่ายคืนได้หรือไม่ จะต้องติดตามดูแผนการช่วยเหลือกรีซ ว่าจะออกมาเป็นในรูปแบบใด และรัฐบาลกรีซเองรวมทั้งประชาชนกรีซจะร่วมกันแก้ไขการขาดดุลการคลัง และหนี้สาธารณะที่มีจำนวนสูงปัญหาภายในประเทศได้หรือไม่

ส่วนประเด็นว่ากรีซอาจจะต้องหลุดออกจากสถานะประเทศสมาชิกยูโรโซนหรือไม่ ยังคงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยในขณะนี้ เพราะหากกรีซหลุดออกจากยูโรโซน นอกจากจะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจกรีซเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกลุ่มยูโรโซนที่มีหน้าที่ต้องดูแลประเทศสมาชิก และส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย

3.2 ผลกระทบต่อสหภาพยุโรป (ค่าเงินยูโร)
หากดูตารางอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐที่ปรากฏด้านล่าง สามารถวิเคราะห์และอธิบายได้ว่า

1) ความไม่เชื่อมั่นสถานการณ์การคลังของกรีซ หรืออาจจะรวมไปถึงกลุ่ม PIIGS ส่งผลกดดัน ค่าเงินยูโรอย่างสำคัญ โดยเงินยูโรเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าที่สุดในรอบ 8 เดือนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553

2) การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (The Federal Reserve : Fed) ประกาศปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย Discount Rate (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ Fed เรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์ที่กู้ยืมโดยตรงจาก Fed) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 จาก 0.5% เป็น 0.75% เพื่อลดสภาพคล่องในระบบการเงิน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป (ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือ Exit Strategy เนื่องจากตลาดเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัว) ส่งผลให้แนวโน้มค่าเงินยูโรเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยิ่งอ่อนค่าลง

3.3 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
การแก้ปัญหาของกรีซนั้นคงจะต้องรออีกระยะเวลาหนึ่ง แต่หากสุดท้ายกรีซยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ วิกฤติของกรีซก็จะส่งผลต่อสหภาพยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกรีซมี GDP สัดส่วนประมาณ 2.6% ของยูโรโซน (16 ประเทศ) โดยตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกได้แก่ อิตาลี เยอรมนี ไซปรัส และบัลแกเรีย และตลาดนำเข้าที่สำคัญได้แก่ เยอรมนี อิตาลี เกาหลีใต้ จีน และฝรั่งเศส

หากนับรวมขนาดเศรษฐกิจของกรีซเข้ากับโปรตุเกสและสเปนซึ่งมีภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง และกำลังเป็นจุดสนใจของตลาดการเงินเช่นเดียวกันนั้น จะพบว่าเศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 16.2% ของยูโรโซน และท้ายที่สุด หากปัญหาลุกลามต่อเนื่องไปยังไอร์แลนด์และอิตาลี แล้ว (รวมเป็น 5 ประเทศ ตามตัว อักษร PIIGS - Portugal, Ireland, Italy, Greece, and Spain) ความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจและค่าเงินยูโรอาจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจากสัดส่วนขนาดเศรษฐกิจของทั้ง 5 ประเทศมีมูลค่าสูงถึง 35.2% ของเศรษฐกิจยูโรโซน

เพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นและเพื่อแสดงความสามารถของยุโรปในการเข้าจัดการกับปัญหาของ ประเทศสมาชิก แผนการให้ความช่วยเหลือแก่กรีซคงถูกผลักดันออกมาในท้ายที่สุด ยุโรปคงไม่สามารถปล่อยให้กรีซแก้ไขปัญหาการคลังอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อาจเพิ่มสูงขึ้นในท้าย ที่สุด

และหากสถานการณ์เป็นเช่นนั้นจริง ความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงของนักลงทุนอาจลุกลาม (Contagion Risk) ไปยังประเทศสมาชิกยูโรโซนอื่นๆ (อาทิ โปรตุเกส สเปน ไอร์แลนด์ และอิตาลี) รวมถึงอังกฤษที่อยู่นอกยูโรโซน ที่กำลังแบกภาระหนี้ภาครัฐในทำนองเดียวกัน

นอกจากกลุ่ม 5 ประเทศที่เรียกโดยย่อว่า PIIGS ในสหภาพยุโรปแล้ว ก็ยังมีประเทศในยุโรป ตะวันออกอีก 5 - 6 ประเทศ ได้แก่ บัลกาเรีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย ยูเครน และฮังการี ที่เชื่อว่าจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะอาจมีปัญหาในการบริหารจัดการเศรษฐกิจได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขต่างๆ ที่สะท้อนการใช้จ่ายเกินตัว เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ความต้องการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ภาคธนาคารพาณิชย์ที่พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศมากเป็นพิเศษ การขยายสินเชื่อที่สูงมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะต่อจีดีพีและการขาดดุลงบประมาณที่สูง เป็นต้น

ทั้งนี้ อาจมีประเทศอื่นๆ อีกก็เป็นได้ หรือบางประเทศที่กล่าวถึงอาจสามารถบริหารจัดการโดยไม่ประสบปัญหาใดในอนาคตก็ได้เช่นกัน โดยที่หนี้สาธารณะที่ 60% ของ GDP นั้น World Bank กำหนดว่าเป็นเกณฑ์สำหรับประเทศ กำลังพัฒนาว่ามีหนี้สูงแล้วหรือยัง ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วอาจจะมีหนี้เกินกว่า 60% ก็ได้ เช่น ญี่ปุ่นอยู่ประมาณเกือบ 200% ของ GDP

เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความสามารถในการจ่ายคืนมากกว่า แต่ตรงนี้ก็บทเรียนที่เป็นฝันร้ายที่ทุกประเทศอยากหลีกเลี่ยง อย่างเช่นกรณีของญี่ปุ่นที่กระตุ้นไประหว่างปี 2533 – 2548 (15 ปี) ประมาณ 13 แผน ทำให้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นจาก 60% ของ GDP เป็น 180% แต่เศรษฐกิจก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร

ในขณะเดียวกัน กลุ่มสหภาพยุโรปก็ใช้เกณฑ์ 60% เช่นเดียวกัน ในการบังคับว่าประเทศสมาชิก จะต้องมีหนี้ภาครัฐไม่เกินเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งสำหรับกรีซมีหนี้เกินไปเป็น 2 เท่าตัวของที่กำหนดไว้ ทุกคนจับตามองกรีซก็เพราะเป็นประเทศที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มยูโรโซน ส่วนประเทศที่มีปัญหาหนี้ภาครัฐรอบนี้ เช่น สเปน อังกฤษ สหรัฐ อิตาลี ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วมี Rating ที่ดีมากแต่ต้นอยู่แล้ว ต่อให้ถูก downgrade แต่ก็ยังสูงอยู่

ที่ต้องกังวลใจจริงๆ ว่าจะเกิดปัญหา ก็คือ ประเทศในกลุ่ม Eastern Europe โดยเฉพาะบัลกาเรีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย ยูเครน และฮังการี ตามเหตุผลที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ทั้งนี้ รายละเอียดหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆ ในโลกที่เกิน 60% ของ GDP สามารถดู ได้จากตารางในภาคผนวก

3.4 ผลกระทบต่อไทย
กรณีที่ 1
ความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจกรีซจำกัดอยู่เพียงประเทศกรีซ
หากวิกฤติเศรษฐกิจของกรีซจำกัดอยู่เพียงประเทศกรีซ จะส่งผลกระทบต่อไทยค่อนข้างน้อย เนื่องจากมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกรีซคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.08% ของมูลค่าการค้ารวม ขณะที่การส่งออก ของไทยไปกรีซคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.14% ของการส่งออกรวม และการนำเข้าของไทยจากกรีซคิดเป็นสัดส่วน 0.02% ของการนำเข้ารวม

ตัวเลขมูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยกับกรีซ ในปี 2552 (มกราคม-ธันวาคม) มีมูลค่า 240.53 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวลดลง 34.84% โดยไทยส่งออกไปกรีซ 217.09 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวลดลง 37.04% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และไทยนำเข้าจากกรีซ 23.44 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวลดลง 3.65%

สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยนํ้า ผัก ผลไม้และของปรุงแต่ง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่นๆ เคมีภัณฑ์ แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ ปูนซีเมนต์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

กรณีที่ 2
ความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจกรีซขยายแผ่วงกว้างไปยังประเทศในสหภาพยุโรป หากวิกฤติเศรษฐกิจกรีซไม่สามารถควบคุมได้และแผ่ขยายลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหภาพยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ

โดยจากข้อมูลที่ได้ศึกษา พบว่ามีความเป็นไปได้ที่วิกฤติกรีซอาจลุกลามไปยังประเทศสมาชิกยูโรโซนอื่นๆ โดยเฉพาะโปรตุเกส สเปน ไอร์แลนด์ และอิตาลี (รวมเป็น 5 ประเทศ ตามตัว อักษร PIIGS - Portugal, Ireland, Italy, Greece, and Spain) รวมถึงอังกฤษที่อยู่นอกยูโรโซน ที่กำลังแบกภาระหนี้ภาครัฐในทำนองเดียวกัน

นอกจากกลุ่ม 5 ประเทศที่เรียกโดยย่อว่า PIIGS ในสหภาพยุโรปแล้ว ก็ยังมีประเทศใน ยุโรปตะวันออกอีก 5 - 6 ประเทศ ได้แก่ บัลกาเรีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย ยูเครน และฮังการี ที่เชื่อว่าไทยจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะอาจมีปัญหาในการบริหารจัดการเศรษฐกิจได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขต่างๆ ที่สะท้อนการใช้จ่ายเกินตัว เช่น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ความต้องการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

ภาคธนาคารพาณิชย์ที่พึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศมากเป็นพิเศษ การขยายสินเชื่อที่สูงมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะต่อจีดีพีและการขาดดุลงบ ประมาณที่สูง เป็นต้น ทั้งนี้ อาจมีประเทศอื่นๆ อีกก็เป็นได้ หรือบางประเทศที่กล่าวถึงอาจสามารถบริหารจัดการโดยไม่ประสบปัญหาใดในอนาคตก็ได้เช่นกัน


ตัวเลขการค้าระหว่างไทย - สหภาพยุโรป (27 ประเทศ)
ในปี 2552 ไทยเกินดุลการค้า 6,003.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2551 เกินดุล 9,059.5 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออก 18,154.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 22.4

สินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ ได้แก่ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบเลนซ์ นํ้ามันสำเร็จรูป กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ สินค้าส่งออกที่ลดลง ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ไก่แปรรูป และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

มูลค่าการนำเข้า 12,150.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 15.2 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบิน สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แร่ และผลิตภัณฑ์จากแร่ รถยนต์นั่ง ยุทธปัจจัย สัตว์นํ้าสดแช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ส่วนสินค้านำเข้าที่ลดลง ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น

ทั้งนี้ รายละเอียดตัวเลขการค้าระหว่างไทย – สหภาพยุโรป แยกเป็นรายประเทศ สามารถดูได้จากตารางในภาคผนวก กรณีที่ 3BRICs จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแบบ PIIGS ในอนาคตหรือไม่ (เพราะ BRICs เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย และของโลก)

จากกราฟในหน้าถัดไป มีประเด็นที่น่าวิเคราะห์ คือ กลุ่ม BRICs ซึ่งประกอบด้วยบราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) และจีน (China) ที่ผู้คนมองว่ากลุ่มประเทศนี้จะมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจที่เร็วมาก อีกทั้งยังพยากรณ์ไปถึงปี 2593 (อีก 40 ปี) ว่ากลุ่ม BRICs จะมีโอกาสบดบังรัศมีของประเทศมั่งคั่งในปัจจุบันไปได้ จะได้รับผลกระทบจากการเติบโตเร็วเกินไปจนก่อให้เกิดปัญหาเหมือนกับดูไบ กรีซ และอีกหลายประเทศในยุโรปอย่างที่ประสบอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ กราฟแสดงหนี้สาธารณะ (% ของ GDP) ของประเทศ Developed G20 Economies และ Emerging G20 Economies

ที่มา : International Monetary Fund (IMF)

จากการวิเคราะห์แล้วพบว่า BRICs มีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดวิกฤติดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากข้อมูลของ IMF จะพบว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมากลุ่ม G-20 Emerging Economies ซึ่งรวมกลุ่ม BRICs อยู่ด้วยมีหนี้สาธารณะตํ่ากว่า 60% มาโดยตลอด ประกอบกับ IMF คาดการณ์ว่าในอนาคตหนี้สาธารณะของกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มลดลง

ในทางตรงกันข้าม หนี้สาธารณะของกลุ่ม G-20 Developed Economies สูงกว่า 60% มาโดยตลอด และ IMF คาดการณ์ว่าในอนาคตหนี้สาธารณะของกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากพิจารณาดูรายประเทศกลุ่ม BRICs จะเห็นว่าบราซิลและอินเดียมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 60% ของ GDP เพียงเล็กน้อย (บราซิล 68.5% อินเดีย 84.7%) ถือว่าไม่สูงมากเหมือนกับประเทศที่เกิดวิกฤติ (หนี้สาธารณะเกิน 110% ของ GDP) ในขณะที่จีนและรัสเซียมีหนี้สาธารณะค่อนข้างตํ่า (จีน 20.2% รัสเซีย 7.2%)

ทั้งนี้ รายละเอียดดุลงบประมาณ และหนี้สาธารณะ ต่อ GDP ของ OECD countries และ Emerging Countries (ซึ่งรวมกลุ่ม BRICs อยู่ด้วย) ปรากฏตามตารางในหน้าถัดไป ตารางดุลงบประมาณ และหนี้สาธารณะ ต่อ GDP ของ OECD countries และ Emerging Countries Country Budget balance, % GDP (Deficit (-) or surplus (+)) Gross public debt, % GDP

..................2009 2010 2011 2009
Australia....... -4 -3.5 -2.6 15.9
Austria........ -4.3 -5.5 -5.8 72.9
Belgium ...... -5.7 -5.6 -5.2 101.2
Canada....... -4.8 -5.2 -4.5 82.8
Czech Rep... -5.7 -5.6 -5 46.5
Denmark ..... -2.5 -5.4 -4 45.3
Finland........ -2.3 -4.8 -5.2 43.7
France........ -8.2 -8.6 -8 84.5
Germany..... -3.2 -5.3 -4.6 77.4
Greece....... -12.7 -9.8 -10 114.9
Hungary...... -4.3 -4.1 -3.6 85.2
Iceland...... -15.7 -10.1 -5.8 117.6
Ireland....... -12.2 -12.2 -11.6 65.8
Italy ............. -5.5 -5.4 -5.1 123.6
Japan........... -7.4 -8.2 -9.4 189.3
Korea........... -1.8 0.4 1.1 33.2
Netherlands.. -4.5 -5.9 -5.3 71.4
NZ ................ -1.2 -3.3 -3.9 27
Norway.......... 9.6 9.9 10.8 59.9
Poland.......... -6.4 -7.8 -6.8 58.1
Portugal ........ -9.3 -8.3 -7.8 83.8
Spain............ -9.6 -8.5 -7.7 59.3
Sweden......... -2 -3 -2 52.7
Switzerland... -0.7 -1.3 -1.3 44.4
UK ............... -12.6 -13.3 -12.5 71
US.............. -11.2 -10.7 -9.4 83.9
Euro area..... -6.1 -6.7 -6.2 81.8
OECD Avg..... -8.2 -8.3 -7.6 90
Argentina ..... -3.9 -2.4 -2.2 60.5
Brazil............ -3.8 -1.2 -1.2 68.5
China ........... -3.9 -3.9 -3.2 20.2
India ........... -10.4 -10 -9 84.7
Indonesia...... -2.6 -2.1 -1.3 31.5
Mexico.......... -4.9 -3.7 -3.6 47.8
Russia........... -6.6 -3.2 -2 7.2
Emerging Avg -5.1 -4.1 -3.4 38.9





Create Date : 08 มิถุนายน 2553
Last Update : 8 มิถุนายน 2553 9:03:49 น.
By : ห้างเพชรทองกุลศรีสุวรรณ  email  (อ่าน 18999 | ตอบ 3)  (08/06/2553 14:02:56)
ความคิดเห็นที่ 1

ขอบคุนสำหรับข้อมูลนะคะ...เป็นประโยชน์มากคะ

By : kungten"""ราชมงคลกรุงเทพ  email  (12/11/2553 22:51:54)
ความคิดเห็นที่ 2

ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆค่ะ

By : Baitong  email  (24/01/2554 18:11:01)
ความคิดเห็นที่ 3

แนวทางแก้ไขล่ะค่ะ

By : kanomko  email  (20/01/2556 20:57:35)
Total: 3:               
 
    
เสนอความคิดเห็น
รายละเอียด : *
รูปภาพ :
(นามสกุลไฟล์ควรเป็น [ jpg , jpeg , gif ] และไฟล์ไม่เกิน 100 Kb)
ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวอักษรและตัวเลขให้ถูกต้อง
 

qrcode [Most Recent Quotes from www.kitco.com] [Most Recent Quotes from www.kitco.com]